เดี๋ยวนี้(จริงๆมันก็เป็นมานานมากแล้ว...)คนเราใส่ใจกันน้อยไปนะครับ ว่ามั๊ย?
แต่เดี๋ยวก่อนนะครับ ผมไม่ได้หมายถึง เครื่องมือสื่อสาร หรือ เทคโนโลยี อันใด
แต่ที่ผมจะพูดมันคือ "สิทธิ" และ "สาธารณะ" ครับ
 
คนปัจจุบันคงเข้าใจคำว่าสาธารณะและสิทธิผิดไปจากที่ควร ยังกับรอรถเมล์ผิดป้ายยังไงยังงั้น...
สาธารณะคือที่ที่ผู้คนใช้พื้นที่ "ร่วมกัน" คือเราควรใส่ใจสิทธิอันพึงมีพึงได้ของชาวบ้านด้วย
สาธารณะไม่ได้หมายความ นี่เป็นที่ส่วนร่วมซึ่งฉัน มีสิทธิเต็มที่100%ที่จะทำอะไรก็ได้
ถ้าเป็นอย่างนั้น คนเราคงใช้พื้นที่นั้น "ร่วมกัน" ได้ยาก
ในเมื่อแต่ละคนก็ทำในสิ่งที่ตนคิดว่าฉันทำได้และฉันก็ไม่ต้องแคร์ใครด้วย
ผมว่าไม่ดีนะครับ การอยู่ร่วมกันควรใส่ใจผู้อื่นด้วยถึงจะดี
 
ผมว่า...คนส่วนใหญ่จะต้องคิดว่า
ฉันจะทำอะไรก็ได้ที่ฉันต้องการ เพราะนี่มันคือสิทธิของฉัน
ฉันจะทำอะไรมันก็เรื่องของฉัน เพราะนี่มันที่สาธารณะ
ฉันอยากจะทำ อยากจะคิด อยากจะพูด อะไรก็ได้เพราะฉันมีสิทธิที่จะทำ
และฉันไม่จำเป็นต้องแคร์ใครก็ได้ เพราะ "ต่างคนก็ต่างไม่แคร์กันอยู่แล้ว"
 
นั่นสินะครับ เพราะ คนเราไม่ค่อยใส่ใจกันแล้วไง...
 
เท่าที่ผมเคยเจอแล้วเสียความรู้สึกหนักๆก็คงหนีไม่พ้นเรื่องพวกนี้...
บางคนฟังเพลงเสียงดังจนรบกวนผู้อื่น รถบางคันก็เปิดเพลงโชว์พาวอย่างไม่แยแสชาวบ้าน
"โดยที่ไม่ได้สนใจเลยว่า ชาวบ้านเค้าก็ไม่ได้อยากฟัง หรือชอบสิ่งที่คุณชอบหรอกนะ"
 
บางทีคนเราก็กร่างกันเกินไปจนรู้สึกเวทนากับความประพฤติของเขา
นั่งรถเมล์กินที่ การใช้พื้นที่อย่างเห็นแก่ตัว ความไร้ระเบียบของสังคม
การเบียบเสียดการแก่งแย่งพื้นที่ วัตถุ เพื่อโชว์ความอยากได้อยากมีอยากอยู่ของตัวเขา
 
ฯลฯ
 
คนส่วนใหญ่คงไม่มีใครเดินเข้าไปว่าเขาตรงๆหรอกครับ
ใครๆก็คงไม่อยากมีเรื่องมีปัญหากับคนที่ไม่รู้จัก
แต่อย่างน้อย เราไม่ได้ชอบแบบเขา... มันก็คงมีบางอย่างที่เราเป็นแล้วเขา(คนอื่นๆ)ไม่ชอบ
ใช่มั๊ยครับ?
 
บางทีการมองความรู้สึกคนอื่นรอบตัวก็ดีเหมือนกัน ว่าเราทำตัวแย่ขนาดไหน...
ผมว่าถ้าต่างคนต่างใช้สิทธิอันไม่พึงประสงค์ คงอยู่ด้วยกันอย่างเสียความรู้สึกไปทุกวันๆ
 
 
"ความรู้สึกมันไม่มีราคา ถ้าอยากได้มาต้องใช้ความรู้สึกเข้าแลก..."
 
ถ้าเราอยากรู้สึกดีๆที่ได้อยู่ในที่สังคมดีๆ เราก็ควรปรับตัวเองให้เคารพสิทธิของผู้อื่นมากขึ้น
ถ้ามีแต่คนที่ไม่สนใจใคร คนเราไม่สนใจกัน เราต่างคนก็คงต้องเจอแต่เรื่องให้ปวดหัว เสียอารมณ์
ว่าทำไมคนโน้นทำอย่างนี้ คนนี้ทำอย่างโน้น ทั้งๆที่ตนเองก็ทำอย่างนู้นให้คนอื่นเสียไปเช่นกัน...
 
หากเป็นเช่นนั้นแล้ว เรามาซื้อขาย จับจ่าย แลกเปลี่ยน
ความรู้สึกดีๆ(ที่เราจะได้รับจากผู้อื่น)กับความรู้สึกดีๆ(จากสิ่งที่เราทำโดยไม่เบียดเบียนผู้อื่น)
แน่นอนครับ แลกเปลี่ยนด้วยความรู้สึกที่เท่าๆกัน คงไม่มีใครน้อยใจว่า
"ฉันพยายามทำให้ดีแล้วแต่สิ่งที่ฉันได้รับทำไมยังเลวร้ายอยู่ เป็นอย่างนี้เลิกทำดีมันซะดีกว่า!"
 
ดีมั๊ยครับ?...
'มากกว่า'  'น้อยกว่า'
ผมเชื่อว่าคนส่วนมากคงเลือก 'มากกว่า'
 
คนรุ่นก่อนมักสอนเสมอว่า เผื่อเหลือดีกว่าเผื่อขาด
หรือนั่นก็คือ "เอ็งเอามาเยอะๆเถอะ ดีกว่าเอามาแล้วมีไม่พอ"
 
ผมว่านั่นคือความเชื่อที่ทำให้คนเราต้องการอะไรที่มากขึ้นจนเกินความจำเป็น...
ไม่ว่า 'สิ่งใด' ต่างก็ต้องการความ 'พอดี' ในตัวของมันเอง
แม้กระทั่งความรัก...
 
"ผมว่าความสมดุลนั่นล่ะที่สำคัญที่สุด รู้ว่าความรักนั้นคือสิ่งสวยงามสิ่งดีงาม
แต่ถ้ามีมากเกินไปแล้วก็เลี่ยน รู้สึกรำคาญ ต้องหาจุดที่มีความสมดุลที่พอดีๆ"
นั่นคือคุณเรียวตะ ซูซูกิ(ปลาดิบแดดเดียว)ได้เขียนไว้...
 
ผมออกจะเห็นด้วยแทบ100% เพราถ้ามากกว่านั้นคงดูเว่อร์ไป
และผมก็ชอบกับการอยู่อย่างพอเพียง
 
แต่ ผมไม่ชอบให้คน(ที่ไม่เคยพอ)มาอ้างตนว่าทำเพื่อพอเพียง...
มาถึงตรงนี้คุณๆอาจจะงงว่ามัน มากกว่า น้อยกว่ายังไง?
 
เพราะคนเราปัจจุบันคงไม่มีใครอยากมีน้อยไป(น้อยไปมั้ง? หาเพิ่มดีกว่า)
และแทบทุกคนก็ยังมีกิเลศอยากได้มากขึ้นไปๆ(มากไปใช่มั้ย? ไม่หรอกมันต้องมากกว่านี้ั!!)
แล้วเราจะหาความพอดี พอเพียง หรือความสมดุลจากไหนล่ะ?
 
ผมว่าคำตอบมันคือความสุขและความสบายใจ
หากคุณยังอยากได้ๆๆๆๆๆจนต้องเหนื่อยหน่ายกับการหามา
ใช่อยู่ที่พอได้มาแล้วคุณจะมีความสุข แต่ "สุข" นั้นมันอยู่กับคุณได้ไม่นาน
เพราะคุณจะ "อยาก" ได้เจ้าสุขมากขึ้นๆๆๆๆๆไปอีก จนคุณหาความสบายใจไม่เจอ
ยิ่งคุณดิ้นรน ต่อสู้มากเท่าใด หามากขึ้นอีกเท่าใด ความสุขก้ไกลออกไปเท่านั้น
เพราะคุณยังอยากได้ มาก ขึ้นไปอีก...
 
ถามว่า "ยิ่งคุณทุกข์เพื่อจะหาความสุขที่มากขึ้น แล้วเมื่อคุณได้คุณก็ยังคงทุกข์เพราะอยากได้มากขึ้น แล้วเมื่อไหร่จะได้สุขจริงๆซะที?"
 
ผมว่าความพอดีเหล่านั้น มันคือการที่เราบอกกับตัวเองว่าสิ่งต่างๆที่อยากได้อยากหานั้น
มีก็ดีไม่มีก็ได้ และอยู่กับปัจจุบันที่คุณรู้สึกดี โดยใช้ชีวิตตามใจต้องการแล้วเปี่ยมไปด้วยสุขที่สร้างขึ้นด้วยจิตใจหาใช่ที่วัตถุ...
 
สุดท้ายถ้าคิดถึงเรื่องอนาคตแล้วไม่ค่อยจะสุข ลองถามตัวเองดูมั้ย?? วันนี้ ตอนนี้ สถานะแบบนี้ มีความสุขดีรึยัง? ถ้ามี...ก็ไม่เห็นต้องดิ้นรนตะเกียดตะกายไปมากกว่านี้ หรือถ้ายังไม่มี ลองทำใจให้คิดจะทำแต่สิ่งดีๆดูมั้ยครับ : )
 

คุณพูดว่าอะไรนะ?

posted on 11 Jan 2012 19:54 by hedhundred
ในยามที่ลมพัดโชยอ่อนปะทะร่างกาย ไม่ว่าดวงอาทิตย์จะกล่าวอรุณสวัสดิ์หรือโบกมือลา
หรือแม้กระทั่งดวงดาวที่คอยออกมาทักทาย เมื่อลมหนาวมาเยี่ยมเยียน
ผมนั่งฟังเสียงตัวเองคุยกับธรรมชาติอย่างเงียบๆ
แรกๆถ้าคุณไม่เคยทำอาจจะไม่ได้ยินเสียงอะไร
 
นั่นอาจจะเป็นเพราะคุณตั้งใจเกินไป...
เอ๊ะ! "คุณพูดว่าอะไรนะ?"
ไม่เป็นไรๆ ลองใหม่อีกที
 
เสียงลมที่พัดผ่าน...เขาพูดว่าอะไรนะ?
แสงแดดแสงดาว...เขากระซิบอะไรอยู่นะ?
แล้วข้างในตัวคุณล่ะ...ตอบอะไรพวกเขาไปบ้าง?

อยู่กับฉันตรงนี้ที่ที่เธอจะได้เป็นตัวเอง
อยู่กับฉันตรงนี้ที่ที่เธอจะได้สบายใจจากสิ่งใดที่ทำให้เธอเหนื่อย
อยู่กับฉันตรงนี้...
 
ผมจำได้ว่าครั้งแรกที่ผมได้ยินเสียงพวกเขา
ผมตอบพวกเขาไปว่า...
"ดีจังที่มีคุณอยู่ ผมรักคุณธรรมชาติ คุณทำให้ผมอบอุ่น หนาว ให้ผมได้รู้สึกถึงการมีชีวิต"
 
คำพูดนั้นพึมพำอยู่ในใจของผมเสมอ
ไม่ว่าเวลาแดดร้อน ฝนตก หนาวเหน็บ ลมแรง
ผมรู้สึกดีที่ได้สัมผัสกับพวกเขาเพราะไม่รู้ว่าจะกลัวพวกเขาไปทำไม...
๒๘ ธันวาคม ๒๕๕๔
 
ผมนั่งอยู่คนเดียวที่ดาดฟ้า มั่นใจว่าคนเดียว...
จนกระทั่งเริ่มรู้สึกตัวว่ามีเด็กคนนึงนั่งข้างๆผม(ซึ่งผมมั่นใจว่าไม่น่าจะใช่กุมารแน่ๆ)
 
ผมมองเขา เขามองผมกลับ เรามองกันอยู่อย่างนั้นหลายครั้งหลายครา
แต่ไม่ปริปากพูดอะไรออกมาทั้งคู่
ผมไม่ได้ถามเด็กผู้ชายตี๋ๆตัวเล็กๆคนนั้นว่าชื่ออะไร
แต่ผมแอบเห็นป้ายชื่อที่ถูกกลัดอยู่บนเสื้อยืดขอสามเหลี่ยมสีขาวตัวนั้น
มันเขียนว่า 'ด.ช.เหงา'
 
จุดเริ่มต้นการสนทนาของเรามาจากการถอนหายใจเหือกใหญ่ของผม
ด.ช.เหงารับรู้ได้ทันทีว่าผมเบื่อกับการใช้ชีวิตแบบเดิมๆ
เขาเริ่มพูดกับผมทันที...
 
"ถึงแม้คุณจะรู้สึกไม่ดี แต่ขอให้นึกว่าอย่างน้อยยังมีผมที่มีชีวิตแย่กว่า" เขาพูดพลางยิ้มอย่างสดใส
ผมสงสัยว่าที่เขาว่าแย่นี่มันยังไง...แต่ไม่ต้องรอให้ผมถาม
เขาก็เล่าออกมาเอง...
 
ด.ช.เหงาบอกว่าเขาไม่มีเพื่อนเลยซักคน ซักคนจริงๆนะ...
พอไปอยู่ใกล้ใครซักคน พวกเขาก็มักจะขับไล่ไสส่งผมออกมา บอกว่าไม่อยากมีผมอยู่ด้วย
ผมว่าผมเป็นมิตรนะ ผมเป็นผู้ฟังที่ดี ผมมีรอยยิ้มให้เสมอ ผมไม่เคยเอาความลับของใครไปขาย
แม้ว่าจะไม่มีใครต้องการผม แต่ถ้าผมเห็นใครเศร้า ผมจะไปนั่งข้างๆ
อย่างน้อยก็ให้ได้รู้ว่ายังมีผมที่พร้อมจะเป็นเพื่อนอยู่ เผื่อซักนาทีนึงที่เขาจะต้องการใครซักคน
 
ด.ช.เหงาปลอบผมว่า เห็นไหมว่าชีวิตเขามันแย่ขนาดไหน
ใครก็ไม่รัก ไม่มีคนอยากคบหาสมาคมด้วย
คุณยังมีเพื่อนอีกตั้งเยอะให้ไปหา มีใครอีกเยอะที่เปิดรับ
แต่ถ้ายังนึกไม่ออก อย่างน้อยก็ขอให้รู้ว่ายังมีผมที่พร้อมจะเป็นเพื่อนคุณอยู่เสมอ...
 
หลังจากนั้นเราก็เป็นเพื่อนที่ดีแก่กัน
พูดคุย ระบาย บ่น และมีรอยยิ้มไปด้วยกัน
ผมเริ่มรู้สึกว่าการเป็นเพื่อนกับเขานี่มันดีจริงๆ  
'เพียงแค่เราอยู่กับเขาได้ ความเศร้าต่างๆก็ลดลงไม่รู้เท่าไหร่แล้ว'
 
ขอบคุณจริงๆด.ช.เหงา : ) 
 
จากบันทึกของชายคนนึงที่เป็นเพื่อนกับด.ช.เหงา
และเมื่อมีด.ช.เหงาเป็นเพื่อนแม้ยามทุกข์ก็ยังคงมีรอยยิ้มอยู่บนใบหน้าให้ได้เห็นเสมอๆ...

เดี่ยวมันจะเคยตัว!?!?!

posted on 12 Nov 2011 10:41 by hedhundred
เรื่องบางเรื่องก็ไม่ต้องใช้ความคิดกับมันมาก
 
แต่เชื่อเถอะครับ
 
.
.
.
 
"คิดซะบ้าง...เดี่ยวมันจะเคยตัว"
 
ผมว่าคนเรามักแพ้ต่อสิ่งที่ตนชอบ
บางทีเราลองมองย้อนมาดูตัวเราบ้างจะเป็นไรไป
 
บางสิ่งนั้นเรา 'ไม่ชอบ'
เราก็ว่า ด่า กล่าวหา ใส่ร้าย แต่งสี แต่งกลิ่น
เราประชดประชันกันอย่างเผ็ดร้อน
 
แต่ให้ตายเถอะ!
พอมองย้อนกลับเข้ามาสู่ตัวเราเท่านั้นแหละ
บางทีก็ถึงกลับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
บางทีก็หายเงียบไปตามมุมมืดๆราวกับไม่เคยเกิดขึ้น
หรือก็ได้แต่สรรหา'ข้ออ้าง'นานับประการขึ้นมาค้านอย่างสุดฤทธิ์สุดเดช
 
ทั้งหมดนี้มันเกิดขึ้นเวลาเราไม่ยอมเปิดรับสิ่งแปลกปลอม
สิ่งที่เราถูกสั่งสอนครอบงำให้เชื่อ ให้คิด ไปตามแบบนั้นๆ
สิ่งที่เราควรเปิดใจยอมรับ
และเปิดอกนั่งคุยอย่างเพื่อนมนุษย์
 
วันก่อนผมได้เปิดประเด็นนี้กับเพื่อนผม
ประมาณว่า
 
"
คนเราชอบวิจารณ์ชาวบ้าน
(นี่ไม่ผิด)
.
โดยที่ไม่รู้ความจริง ไม่ผ่านการไตร่ตรอง
(นี่ก็ยังไม่เข้าข่าย)
.
แล้วก็ไปสรรเสริญหรือ
ด่าทออย่างเสียๆหายๆ
(อันนี้ก็ไม่ผิด แต่มันไม่ดี)
 
บางทีคนที่เราชอบทำอะไรก็มักจะดีไปหมด
แต่พอคนที่เราไม่ชอบก็มักจะซ้ำเติมเขา
แต่เรากลับไม่รู้ตัวเลยว่า
"เวลาที่คนที่เราชอบ ทำอะไรผิด ไม่ดี"
เรากลับนิ่งเฉย แถมยังสรรเสริญ
ไม่ก็ปลอบโยนเขา...
ซึ่งผมว่าบางทีมันไม่ถูกไม่ควร
"
 
บางทีเราควรมองย้อนดูตัวเองไหม?
ว่าเวลาจะวิจารณ์ บอกกล่าว ส่งข่าว
ชื่นชม สรรเสริญ สั่งสอน
ควรมีเหตุ มีผล มีข้อเท็จจริง
มองดูปัจจัยต่างๆ รวมไปถึงเป้าหมายของเขา
หรือแม้กระทั่ง
อารมณ์และความรู้สึกนึกคิดของตัวเรา
บางทีเอาแต่พูดถึงเขาทั้งบวกและลบ
โดยไม่มีมูลใช้แต่อารมณ์
ผมมองแล้วมันดูไม่ดีไม่งามไม่มีเหตุผล
"หยุดคิดซักนิด"
 
"คิดซะบ้างเถอะ...เดี่ยวมันจะเคยตัว"